ขบวนการอะมัล
ขบวนการอะมัล حركة أمل | |
|---|---|
| ชื่อย่อ | Amal, أمل |
| ประธาน | นะบีฮ์ บัรรี |
| ผู้ก่อตั้ง | มูซา อัศศ็อดร์ ฮุซัยน์ อัลฮุซัยนี โมสแทฟอ แชมรอน[1] Grégoire Haddad[2][3] รอฆิบ ฮัรบ์[4] |
| คำขวัญ | "เพื่อต่อสู้กับการกดขี่" (แท็กไลน์)[5] |
| ก่อตั้ง | 6 July 1974 |
| ที่ทำการ | เบรุต |
| ฝ่ายทหาร | Lebanese Resistance Regiments (1975–1991)[6] กองกำลังอัลอับบาส (2006–ปัจจุบัน)[7] |
| อุดมการณ์ | |
| จุดยืน | กลางขวา |
| ศาสนา | อิสลามนิกายชีอะฮ์ |
| กลุ่มระดับชาติ | พันธมิตร 8 มีนาคม |
| กลุ่มระดับสากล | Axis of Resistance |
| สี | เขียว, แดง |
| ฝ่ายรัฐสภา | การพัฒนาและการปลดปล่อย |
| รัฐสภาเลบานอน | 15 / 128 |
| คณะรัฐมนตรีเลบานอน | 2 / 24 |
| ธงประจำพรรค | |
อีกแบบ: | |
| การเมืองเลบานอน รายชื่อพรรคการเมือง การเลือกตั้ง | |
ขบวนการอะมัล (อังกฤษ: Amal movement; อาหรับ: حركة أمل, อักษรโรมัน: Ḥarakat Amal, แปลตรงตัว 'ขบวนการความหวัง') เป็นพรรคการเมืองและกองกำลังติดอาวุธของเลบานอน ซึ่งส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับชุมชนชีอะฮ์ในเลบานอน ก่อตั้งโดยมูซา อัศศ็อดร์ และฮุซัยน์ อัลฮุซัยนีใน ค.ศ. 1974 ภายใต้ชื่อ "ขบวนการของผู้ถูกกดขี่" พรรคนี้มีนะบีฮ์ บัรรีเป็นผู้นำมาตั้งแต่ ค.ศ. 1980[1]
ขบวนการอะมัลได้รับความสนใจจากเสียงเรียกร้องของชาวชีอะฮ์หลังการหายตัวไปของมูซา อัศศ็อดร์ และได้รับความนิยมอีกครั้งหลังความขัดแย้งในเลบานอนใต้ใน ค.ศ. 1978 กับอิสราเอล การปฏิวัติอิหร่านใน ค.ศ. 1979 ก็เป็นแรงผลักดันให้กับพรรคนี้เช่นกัน[14] ขบวนการอะมัลเป็นพรรคที่มีชาวชีอะฮ์เป็นส่วนใหญ่ที่มีจำนวนมากที่สุดในรัฐสภา โดยมีผู้แทน 14 คน เทียบกับฮิซบุลลอฮ์ 13 คน อะมัลเป็นพันธมิตรกับฮิซบุลลอฮ์[15]
ชื่อ
[แก้]ชื่อขบวนการในปัจจุบันตอนแรกใช้งานโดยกองกำลังติดอาวุธของขบวนการผู้ถูกกดขี่ชื่อ "กองทหารฝ่ายต่อต้านของเลบานอน" (อาหรับ: أفواج المقاومة اللبنانية) เมื่อย่อชื่อนี้ จึงเกิดอักษรย่อเป็น "อะมัล" ซึ่งเป็นศัพท์ภาษาอาหรับที่แปลว่า "ความหวัง"[6]
ประวัติ
[แก้]จุดกำเนิด
[แก้]ใน พ.ศ. 2517 ก่อตั้งขบวนการโดยอิมามผู้นำนิกายชีอะห์ Musa al-Sadr และสมาชิกสภา Hussein el-Husseini ต่อมา 20 มกราคม พ.ศ. 2518 จัดตั้งแนวป้องกันอิสลามในฐานะเป็นกองทหารของขบวนการที่จัดตั้งโดย al-Sadr และเป็นที่รู้จักในเวลาต่อมาในชื่ออมัล
อมัลระหว่างสงครามเลบานอน
[แก้]ใน พ.ศ. 2523 Hussein el-Husseini ลาออกจากการเป็นผู้นำของอมัลหลังจากปฏิเสธคำร้องขอของประธานาธิบดีซีเรีย ฮาเฟซ อัล-อาซัดที่ต้องการให้ร่วมมือกับองค์กรปลดปล่อยปาเลสไตน์ ใน พ.ศ. 2525 Nabih Berri จากอมัล Walid Jumblatt จากพรรคสังคมนิยมก้าวหน้าดรูซ และ Elie Hobeika จากกองกำลังเลบานอนลงนามในข้อตกลงไตรภาคีในดามัสกัสเพื่อสนับสนุนให้ยุติสงคราม แต่ข้อตกลงนี้ไม่บรรลุผลเพราะการเพิกถอนของ Elie Hobeika ต่อมา พ.ศ. 2532 อมัลยอมรับข้อตกลงตาอิฟเพื่อยุติสงครามประชาชน
สงครามค่ายผู้อพยพ
[แก้]สงครามค่ายผู้อพยพเป็นการต่อสู้ที่เกิดขึ้นราว พ.ศ. 2528 ระหว่างอมัลและกลุ่มชาวปาเลสไตน์ ในระหว่างเหตุการณ์นี้ ฮิซบุลลอหฺสนับสนุนปาเลสไตน์ ส่วนซีเรียสนับสนุนอมัล
การรบครั้งแรก พ.ศ. 2528
[แก้]แม้ว่าผู้อพยพชาวปาเลสไตน์ส่วนใหญ่ถูกขับไล่เนื่องจากการรุกรานของอิสราเอลเมื่อ พ.ศ. 2525 แต่กองทหารของปาเลสไตน์เริ่มฟื้นตัวหลังจากอิสราเอลถอนทหารออกจากเบรุต และเมืองอื่น ๆ ซีเรียมองดูการเติบโตนี้ด้วยความกังวลใจ ในดามัสกัส มีการควบคุมองค์กรชาวปาเลสไตน์น้อยและการเติบโตของกองทหารปาเลสไตน์อาจนำไปสู่การรุกรานของอิสราเอล ในเลบานอนความสัมพันธ์ระหว่างผู้นับถือนิกายชีอะห์และชาวปาเลสไตน์ (นับถือนิกายซุนนี) ตึงเครียดมาตั้งแต่ พ.ศ. 2511 หลังจากกองทหารนานาชาติถอนกำลังออกจากเบรุตเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2527 อมัลเข้าควบคุมเบรุตตะวันตก และตั้งค่ายรอบ ๆ ค่ายผู้อพยพที่อยู่ในเบรุตตอนใต้ ต่อมาเมื่อ 15 เมษายน พ.ศ. 2528 อมัลโจมตี อัล-มูรอบิตุน กองทหารนิกายซุนนีของเลบานอนซึ่งมีความใกล้ชิดกับองค์กรปลดปล่อยปาเลสไตน์ในเลบานอน ผลปรากฏว่าอัล-มูรอบิตุนเป็นฝ่ายแพ้และหัวหน้ากลุ่มคือ Ibrahim Kulaylat ถูกเนรเทศ ต่อมา 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2528 การสู้รบอย่างรุนแรงเกิดขึ้นอีกระหว่างอมัลกับชาวปาเลสไตน์ที่อยู่ภายใต้การควบคุมของค่าย Sabra, Shatila และ Burj el-Barajneh ซึ่งอยู่ในเบรุตทั้งหมด อมัลไม่สามารถเข้ายึดครองค่ายได้ จำนวนผู้เสียชีวิตไม่แน่นอน คาดว่ามีราว 100 – 1,000 คน แรงกดดันจากชาติอาหรับทำให้สงครามยุติลงเมื่อ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2528
การรบครั้งที่ 2 พ.ศ. 2529
[แก้]หลังจากหยุดยิง สถานการณ์ยังตึงเครียดจนเกิดการสู้รบกันอีกในเดือนกันยายน พ.ศ. 2528 และเดือนมีนาคม พ.ศ. 2529 จนกระทั่ง 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2529 เกิดการสู้รบอย่างรุนแรงขึ้นอีก อมัลไม่สามารถยึดค่ายได้แม้จะได้รับการสนับสนุนจากซีเรีย สถานการณ์สงบลงเมื่อซีเรียมีการจัดกองทหารใหม่เมื่อ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2529
การสู้รบครั้งที่ 3 เดือนกันยายน พ.ศ. 2529
[แก้]ความขัดแย้งนี้เกิดขึ้นในภาคใต้ซึ่งมีทั้งชาวชีอะห์และชาวปาเลสไตน์ การสู้รบเกิดขึ้นที่ค่าย Rashidiyye เมื่อ 29 กันยายน พ.ศ. 2529 โดยกองทัพซีเรียช่วยฝ่ายอมัล และเครื่องบินของอิสราเอลเข้าไปโจมตีองค์กรปลดปล่อยปาเลสไตน์ การรบแพร่กระจายไปยังเบรุตอย่างรวดเร็ว กองทัพปาเลสไตน์เข้ายึดครอง Maghduche บนภูเขาในซีดอนเพื่อเปิดทางให้ค่าย Rashidiyye มีการเจรจาเพื่อหยุดยิงเมื่อ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2529 แต่ถูกปฏิเสธโดยยัสเซอร์ อาราฟัตแห่งฟะตะห์ ฟะตะห์พยายามทำให้เหตุการณ์สงบลงโดยผ่านการประสานงานกับฮิซบุลลอหฺและอัล-มูรอบิตุน แต่การทิ้งระเบิดรอบ ๆ ค่ายพักยังคงมีอยู่ต่อไป ค่ายพักที่ถูกปิดล้อมเริ่มขาดแคลนอาหาร การสู้รบเริ่มขยายวงไปสู่ฮิซบุลลอหฺที่สนับสนุนปาเลสไตน์ ซีเรียเริ่มเข้ายึดครองเบรุตตะวันตกเมื่อ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2530 ต่อมา อมัลมอบภาระในการดูแลค่ายพักให้ซีเรียเมื่อ 7 เมษายน พ.ศ. 2530 มีผู้เสียชีวิตในการสู้รบราว 3,781 คน การเข้ายึดครองของซีเรียทำให้สงครามค่ายผู้อพยพสิ้นสุดลงเมื่อเดือนกันยายน พ.ศ. 2534 กองทหารอมัลราว 2,800 เข้าร่วมในกองทัพซีเรีย
หลังสงคราม
[แก้]หลังจาก พ.ศ. 2533 อมัลได้รับการสนับสนุนจากซีเรีย และอมัลเห็นด้วยกับการมีกองทหารซีเรียในเลบานอน หลังจาก Rafik Hariri ถูกลอบสังหารเมื่อ พ.ศ. 2548 อมัลคัดค้านการถอนทหารซีเรีย ตั้งแต่พ.ศ. 2533 กลุ่มนี้ปรากฏในรัฐบาลและรัฐสภาอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันมีตัวแทน 14 คนในรัฐสภาของเลบานอน ในวิกฤตการณ์อิสราเอล-เลบานอน พ.ศ. 2549 มีสมาชิกของกลุ่มนี้ถูกลอบสังหาร 8 คน
อ้างอิง
[แก้]- 1 2 Sepehr Zabih (September 1982). "Aspects of Terrorism in Iran". Annals of the American Academy of Political and Social Science. International Terrorism. 463: 84–94. doi:10.1177/0002716282463001007. JSTOR 1043613. S2CID 145391253.
- ↑ Augustus Richard Norton, Hezbollah: A Short History Princeton: Princeton University Press, 2007
- ↑ Hizbullah, a progressive Islamic party? - Interview with Joseph Alagha
- ↑ Cobban, Helena "Hizbullah’s New Fact" เก็บถาวร 3 กุมภาพันธ์ 2007 ที่ เวย์แบ็กแมชชีน Boston Review. Accessed February 2, 2007. Originally published in the April/May 2005 issue of Boston Review
- 1 2 "Islam Times – Imam Musa Al Sadr – his life and disappearance". Islam Times. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 5 June 2016. สืบค้นเมื่อ 26 May 2016.
- 1 2 Augustus R. Norton, Amal and the Shi'a: Struggle for the Soul of Lebanon (Austin and London: University of Texas Press, 1987)
- ↑ Dana Polak (6 October 2024). "Al-Abbas Force". Israel Alma.
- ↑ Norton, Augustus Richard (1987). Amal and the Shi'a: Struggle for the Soul of Lebanon. Austin: University of Texas Press. p. 39. ISBN 978-0292730403.
- 1 2 Rihani, May A. (2014). Cultures Without Borders (ภาษาอังกฤษ). Author House. ISBN 9781496936462. สืบค้นเมื่อ 26 May 2016.
- ↑ Shaery-Eisenlohr, Roschanack (2011). Shi'ite Lebanon: Transnational Religion and the Making of National Identities (ภาษาอังกฤษ). Columbia University Press. ISBN 9780231144278. สืบค้นเมื่อ 2 July 2016.
- ↑ "مركز الإمام موسى الصدر للأبحاث والدراسات :: محطات مضيئة » سيرة الإمام". www.imamsadr.net. สืบค้นเมื่อ 2019-12-03.
- ↑ Ostovar, Afshon P. (2009). "Guardians of the Islamic Revolution Ideology, Politics, and the Development of Military Power in Iran (1979–2009)" (PhD Thesis). University of Michigan. สืบค้นเมื่อ 26 July 2013.
- ↑ Nicholas Blanford (2011). Warriors of God: Inside Hezbollah's Thirty-Year Struggle Against Israel. Random House. pp. 16, 32. ISBN 9781400068364.
- ↑ Norton, Augustus R. Hezbollah: A Short Story. Princeton: Princeton UP, 2007. Print.
- ↑ "Political chatter swirls, but the Hezbollah-Amal Movement partnership 'holds firm'". The Lebanese Broadcasting Corporation International. February 2, 2026. สืบค้นเมื่อ 28 April 2026.
ข้อมูล
[แก้]- Augustus R. Norton, Amal and the Shi'a: Struggle for the Soul of Lebanon, Austin and London: University of Texas Press, 1987.
- Afaf Sabeh McGowan, John Roberts, As’ad Abu Khalil, and Robert Scott Mason, Lebanon: A Country Study, area handbook series, Headquarters, Department of the Army (DA Pam 550-24), Washington D.C. 1989. -
- Byman, D., Deadly Connections: States that Sponsor Terrorism, Cambridge, Cambridge University Press, 2005.
- Edgar O'Ballance, Civil War in Lebanon, 1975–92, Palgrave Macmillan, London 1998. ISBN 978-0-333-72975-5
- Fawwaz Traboulsi, Identités et solidarités croisées dans les conflits du Liban contemporain; Chapitre 12: L'économie politique des milices: le phénomène mafieux, Thèse de Doctorat d'Histoire – 1993, Université de Paris VIII, 2007. (in French) –
- Nasr, Vali, The Shia Revival, New York, W.W. Norton & Company, 2006.
- Palmer-Harik, J., Hezbollah: The Changing Face of Terrorism, London, I.B. Tauris & Co Ltd, 2004.
- Magnus Ranstorp, Hizb'allah in Lebanon: The Politics of the Western Hostage Crisis,New York, St. Martins Press, 1997.
- Seyyed Ali Haghshenas, "Social and political structure of Lebanon and its influence on appearance of Amal Movement, " Iran, Tehran 2009.
- Robin Wright, Sacred Rage, Simon and Schuster, 2001.
- Fouad Ajami, "Gadhafi and the Vanished Imam", Wall Street Journal, May 17, 2011.
- Tom Najem and Roy C. Amore, Historical Dictionary of Lebanon, Second Edition, Historical Dictionaries of Asia, Oceania, and the Middle East, Rowman & Littlefield Publishers, Lanham, Boulder, New York & London 2021. ISBN 9781538120439, 1538120437
